สภาพเศรษฐกิจที่ซบเซาต่อเนื่องกันมาหลายปี บวกกับปัญหาเงินเฟ้อสูง ทำให้หลายธุรกิจได้รับผลกระทบอย่างหนัก แต่ความนิยมใน “สินค้าแบรนด์เนม” กลับไม่เคยลดลง แต่มีมูลค่าสูงขึ้นสวนกระแสเศรษฐกิจ สะท้อนได้จากอัตราการเติบโตของตลาดสินค้าแบรนด์เนมที่เพิ่มขึ้นทุกปี ไม่ว่าเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร โดยในปี 2565 ตลาดรวมสินค้าแบรนด์เนมทั่วโลกมีมูลค่าสูงถึง 13 ล้านล้านบาท เฉพาะในญี่ปุ่นมีมูลค่าตลาด 9.2 ล้านบาท ส่วนไทยมีมูลค่าประมาณ 1.4 แสนล้านบาท
อีกทั้งหากดูยอดขายของบริษัท LVMH อาณาจักรแบรนด์แฟชั่นหรูระดับโลกอย่าง Louis Vuitton, Celine, Christian Dior และอีกมากมาย รวมไปถึง Hermes ก็เติบโตอย่างก้าวกระโดดมาตั้งแต่ช่วงโควิดแพร่ระบาด จนทำให้มีผู้ประกอบการเข้ามาบุกตลาดนี้กันอย่างคึกคัก และหลายรายก็ประสบความสำเร็จ เติบโตอย่างโดดเด่น หนึ่งในนั้นคือ คุณเสาวนีย์ ผไทวณิชย์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เงินเรื่องจิ๊บ จำกัด ที่วันนี้ต่อยอดมาสู่ธุรกิจ Jibjib Money ซึ่งเป็นสินเชื่อเพื่อคนรักแบรนด์เนม BrandBuffet จะพาไปถอดวิธีคิดของเธอคนนี้ พร้อมทำความรู้จักธุรกิจใหม่กันอย่างเจาะลึก
ความไม่ตั้งใจ + ความชอบ แจ้งเกิดธุรกิจแบรนด์เนม
บางครั้งไอเดียธุรกิจก็มาจากความบังเอิญหรือความชอบใกล้ตัวโดยไม่รู้ตัว มารู้อีกทีก็เข้าสู่ธุรกิจเต็มตัวแล้ว เช่นเดียวกับคุณเสาวนีย์ ที่เริ่มต้นธุรกิจแบรนด์เนมจากความไม่ตั้งใจ โดยเริ่มจากความชอบในกระเป๋าแบรนด์เนมเมื่อ 15 ปีที่แล้ว แต่ตอนนั้นยังเด็กและมีเงินไม่มาก เธอจึงเก็บเงินจนสามารถซื้อกระเป๋าแบรนด์เนมมือสองใบแรกในชีวิต นั่นคือ Lady Dior ขนาด 10 นิ้ว ในราคาประมาณ 40,000-50,000 บาท
หลังจากนั้นก็เริ่มศึกษาตลาดกระเป๋าอย่างจริงจัง กระทั่งซื้อใบที่ 2 และใบที่ 3 จนเกือบเต็มตู้ พอเบื่อ ก็เริ่มหยิบออกมาขาย ซึ่งใบแรกได้กำไรงามทีเดียว ประมาณ 5,000-10,000 บาท เมื่อเห็นตัวเลขกำไร เธอจึงค่อยๆ เอาออกมาขายจนหมดตู้ แถมยังผันตัวมาเป็นคนรับซื้อกกระเป๋าแบรนด์เนมอีกด้วย ต่อมาก็เริ่มมีคนนำกระเป๋ามาฝาก และให้ดอกเบี้ย 2% เธอจึงลองดู กระทั่งกลายมาเป็นธุรกิจรับจำนำ
“Christian Dior ทำให้เริ่มเล่นกระเป๋า แต่ยังไม่เล่น Hermès เพราะตอนนั้นราคาค่อนข้างสูง และมีเงินไม่มาก โดยปัจจุบันมีกระเป๋ากว่า 200 ใบ ราคาแพงสุด 8 ล้านบาท และแบรนด์ที่ชอบมากที่สุดคือ Hermes”
คุณเสาวณีย์ บอกถึง Passion ที่นำเธอก้าวสู่ถนนสายนี้อย่างไม่ตั้งใจจนสั่งสมประสบการณ์มากว่า 15 ปี ประกอบกับมองเห็นโอกาสของตลาดสินค้าแบรนด์เนมที่มีขนาดใหญ่ และมีการเติบโตต่อเนื่องทุกปี เฉลี่ย 9-11% โดยตลาดสินค้าแบรนด์เนมไทยมีมูลค่าประมาณ 1.4 แสนล้านบาท รวมทั้งมองว่าผู้หญิงส่วนใหญ่มีกระเป๋าไม่ต่ำกว่า 20 ใบต่อคน ส่วนสาวไทยมีไม่ต่ำกว่า 2 ใบต่อคน จึงทำให้เธอตัดสินใจเปิด บริษัท เงินเรื่องจิ๊บ จำกัด เมื่อต้นปี 2566 ที่ผ่านมา เพื่อดำเนินธุรกิจ bagforcash รับฝากกระเป๋าแบรนด์เนม
โดยจุดแข็งที่แตกต่างของ bagforcash คือ การอนุมัติเร็วภายใน 45 นาที และดอกเบี้ยต่ำ ทั้งยังมีระบบเตือนการต่อสัญญา พร้อมความปลอดภัยด้วยตู้เซฟนิรภัย และช่องวางกระเป๋า 1 ต่อ 1 ส่งผลให้กว่า 8 เดือนที่ผ่านมา bagforcash ได้รับการตอบรับจากลูกค้าดีมาก โดยมีผู้ใช้บริการ 1,217 เคส คิดเป็นวงเงินประมาณ 200 ล้านบาท ลูกค้ามีตั้งแต่ไฮโซ ดารา และนักศึกษา จนต้องขยายตู้เซฟสำหรับเก็บกระเป๋าลูกค้าที่มาแลกเป็นเงินห้องที่ 3 โดยแต่ละห้องสามารถเก็บกระเป๋าได้ 800 ใบ
จาก bagforcash ต่อยอดสู่ Jipjip Money
แม้หลายคนอาจมองสินค้าแบรนด์เนมเป็นของฟุ่มเฟือย แต่ในมุมมองคุณเสาวณีย์ กลับมองเป็นสินทรัพย์ที่สามารถทำกำไรให้ผู้ครอบครอง เพราะคำว่า “ฟุ่มเฟือย” มูลค่าของสินค้าต้อง “ลดลง” หรือไม่มีค่า แต่มูลค่าของสินค้าแบรนด์เนมกลับสูงขึ้นก้าวกระโดดทุกปี แถมยังเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ไวกว่า สะท้อนได้จากราคากระเป๋าแบรนด์เนมหลายรุ่นที่พุ่งสูงขึ้น เช่น กระเป๋า Hermes Himalayan Birkin ในปี 2010 ราคา 3 ล้านบาท จนถึงปี 2020 ราคาพุ่งเป็น 7.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 150%
ส่วน Channel Classic Flap Medium ขนาด 10 นิ้ว ในปี 2010 ราคา 104,040 บาท จนถึงปี 2020 ราคา 372,000 บาท เพิ่มขึ้น 257% ขณะที่รถยนต์หรูอย่าง Benz S Class ปี 2010 ราคา 2 ล้านบาท พอปี 2020 ราคาเหลือเพียง 800,000 บาท หายไป 75% ส่วนบ้านทาวน์เฮ้าส์ ปี 2010 ราคา 3 ล้านบาท ในปี 2020 ราคาขึ้นเป็น 4.3 ล้านบาท
และเมื่อมาดูพฤติกรรมของลูกค้าในการซื้อกระเป๋าแบรนด์เนม จะพบว่าส่วนใหญ่นิยมรูดบัตรเครดิต หรือซื้อจากร้านจำหน่ายสินค้าแบรนด์เนมที่สามารถมัดจำได้ จากนั้นจะผ่อนจนจบจึงได้รับกระเป๋า บางคนที่ไม่ชอบผ่อน ก็จะเก็บเงินเพื่อซื้อกระเป๋า แต่พอเก็บครบ ราคากระเป๋ากลับปรับขึ้น ทำให้ไม่ได้ซื้อสักที จาก Pain Point เหล่านี้ จึงเป็นที่มาให้คุณเสาวณีย์ต่อยอดการให้บริการมาสู่การให้สินเชื่อสำหรับคนรักแบรนด์เนมในชื่อ “Jipjip Money” นับเป็นเจ้าแรกและเจ้าเดียวในประเทศไทยที่มีใบอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ให้บริการสินเชื่อสำหรับสินค้าแบรนด์เนมทั้งกระเป๋าและนาฬิกา
“เราอยากให้การเข้าถึงสินค้า Luxury เป็นสิ่งที่ง่ายขึ้น และแฟร์ เพราะสมัยก่อนคนมองสินค้า Luxury ต้องเป็นคนมีเงินเท่านั้นถึงจะซื้อสินค้าเหล่านี้ได้ อีกทั้งทั่วโลกไม่มีโมเดลธุรกิจแบบนี้มาก่อน แต่หากดูจากมูลค่าและการเติบโตของตลาด ก็มั่นใจธุรกิจนี้มีตลาดและเติบโตได้อีกมาก จึงตัดสินใจขอไลน์เซ่นส์จากธนาคารแห่งประเทศไทศ จนกระทั่งได้รับใบอนุญาต”
ทำธุรกิจ ต้อง “เข้าใจตลาด” หัวใจสร้างความสำเร็จ
สำหรับการให้บริการ Jipjip Money เมื่อลูกค้าเจอกระเป๋าที่อยากได้จากร้านพาร์ทเนอร์ สามารถคุยเรื่องวงเงินกับบริษัท เพื่อขออนุมัติสินเชื่อ จากนั้นเมื่อบริษัทพิจารณาและอนุมัติ จะจัดการโอนเงินเต็มจำนวนให้ร้านค้าและจัดส่งกระเป๋าให้กับลูกค้าทันที ส่วนดอกเบี้ยมีอัตราเริ่มต้น 1.59-1.99% ต่อเดือน และวงเงินอนุมัติขึ้นอยู่กับเครดิตลูกค้า วงเงินต่อหนึ่งสัญญาไม่เกิน 1 ล้านบาท สามารถผ่อนยาวสูงสุด 60 เดือน
แม้ Jipjip Money เพิ่งเปิดให้บริการ แต่ปัจจุบันมีผู้ใช้บริการมาขอสินเชื่อกว่า 10 สัญญาแล้ว ซึ่งอนุมัติไปแล้ว 3-4 สัญญา โดยตั้งเป้าว่ายอดสินเชื่อเดือนละ 10 ล้านบาท เพราะไม่อยากให้มีหนี้เสีย โดยสิ้นปีนี้ตั้งเป้ารายได้ 50 ล้านบาท ซึ่งหลักๆ ยังมาจาก bagforcash จากค่าตรวจกระเป๋า และค่าฝากกระเป๋า
โดยในอนาคต คุณเสาวณีย์ มีแผนจะขยายสู่บริการใหม่ๆ เพิ่มขึ้น เช่น watchforcash และ diamondforcash ซึ่งจะเปิดบริการในปี 2567 จากนั้นจะขยายตลาดไปต่างประเทศ พร้อมทั้งวาดหวังจะนำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ภายใน 3 ปี หรือในปี 2569 ซึ่งเธอมั่นใจว่าเป็นไปได้
สำหรับเคล็ดลับที่ทำให้เธอประสบความสำเร็จและโลดแล่นในตลาดนี้มายาวนาน สิ่งสำคัญคือ การเข้าใจตลาด และเมื่อคิดแล้วก็ต้องลงมือทำ ดังนั้น ใครที่อยากลงทุนในกระเป๋าแบรนด์เนมสักใบ เธอแนะว่า ต้องศึกษาข้อมูลให้เข้าใจ เพราะถึงแม้มูลค่ากระเป๋าแบรนด์เนมจะสูงขึ้นทุกปี แต่ไม่ใช่ทุกรุ่นทุกใบจะเพิ่มขึ้น