“ไปปลูกป่ากันเถอะ” ประโยคสั้นๆที่เชิญชวนเราให้ไปร่วมกันเพิ่มจำนวนพื้นที่สีเขียวให้กับโลกและประเทศของเรา แต่ไฉนเลยลองกลับมามองดูสถิติของพื้นที่ป่าของไทยกลับลดน้อยลงทุกปี หรือจะเรียกว่า “ปลูกป่าทุกวันแต่ป่าหายทุกปี” เป็นเหตุให้เกิด กิจกรรมคืนผืนป่า ในโครงการรักษ์ป่าน่าน ที่ทาง บัณฑูร ล่ำซ่ำ ปลุกปั้นกับมือลงแรง ลงพื้นที่ด้วยตนเองมากกว่า 2 ปีในการศึกษาและผลักดันให้ฟื้นฟูพื้นป่านี้ให้กลับมาอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง พร้อมกับสนับสนุนให้อนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้อย่างยั่งยืน ที่ผ่านมา Brand Buffet มีโอกาสเข้าร่วมสังเกตการณ์ครั้งนี้ด้วย
จุดเริ่มต้น…รักษ์ป่าน่าน
โครงการรักษ์ป่าน่านเกิดขึ้นจากความเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติเมืองน่านในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะเรื่องของการตัดไม้ทำลายป่า ซึ่งนอกจากจะส่งผลกระทบต่อพื้นที่โดยตรงแล้ว ยังเกี่ยวข้องกับระบบนิเวศน์ภาพรวมของประเทศไทยด้วย เนื่องจากที่นี่เป็นพื้นที่ป่าต้นน้ำน่าน หนึ่งในแม่น้ำสายสำคัญซึ่งเป็นปริมาณน้ำกว่าร้อยละ 40 ของแม่น้ำเจ้าพระยาเมื่อสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงติดตามความก้าวหน้าของโครงการตามพระราชดำริในพื้นที่จังหวัดน่านได้ทอดพระเนตรเห็นพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมอย่างรวดเร็ว ทรงห่วงใยและทรงเห็นถึงความจำเป็นที่จะต้องเร่งฟื้นฟูและอนุรักษ์ป่าไม้ให้คืนสู่สมดุลโดยเร็วที่สุด จึงมีพระราชดำริให้หน่วยงานต่างๆ ร่วมกันจัดทำโครงการประชุมวิชาการเรื่อง “รักษ์ป่าน่าน” ขึ้น เป็นครั้งแรกเมื่อปี 2557 และ ครั้งที่สองเมื่อต้นปี 2558 พร้อมกับ บัณฑูร ล่ำซ่ำ เห็นความสำคัญของป่าต้นน้ำจึงได้คลุกคลีอยู่กับโครงการฯนี้ด้วยตนเองในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา
ปลูกป่าทุกวัน ป่าหายทุกปี
ประเทศไทยเรามีการรณรงค์หรือกิจกรรมการปลูกป่ากันมากมาย แต่สาเหตุการตัดไม้ทำลายป่ายังไม่ถูกกำจัดออกไป จากสถิติพื้นที่ป่ากลับลดลงอย่างเห็นได้ชัดเจน ตัวอย่างเช่น พื้นที่ป่าสงวนในจังหวัดน่านที่เป็นแห่งต้นน้ำที่สำคัญของประเทศไทย ลดลงทุกปีประมาณ 1.5 แสนไร่ (2507 – 2556) คนส่วนใหญ่คิดว่าจำนวนพื้นที่ป่าไม้ที่ลดลงเป็นเพราะการบุกรุกของกลุ่มนายทุนเป็นเหตุหลัก แต่แท้จริงแล้วยังมีอีกปัจจัยที่สำคัญไม่แพ้กันคือ การบุกรุกพื้นที่ป่าของชาวบ้าน ที่ขยายการพื้นที่ทำไร่ทำสวนออกไปเขตพื้นที่ป่าสงวนเพื่อหาเลี้ยงชีพ ทั้งเกิดจากความตั้งใจบ้างและไม่ตั้งใจของชาวบ้าน ที่ต้องการขยายพื้นที่การเพาะปลูกพืชผลทางการเกษตร โดยเฉพาะพืชเชิงเดี่ยวที่มีแนวโน้มเกิดผลเสียในอนาคต เช่น การข้าวโพด เพื่อทำเป็นอาหารส่งให้กับโรงงานเลี้ยงสัตว์ หรือปลูกยางพารา ซึ่งไม่คุ้มค่ากับพื้นที่ป่าต้นน้ำที่เสียไป ทำให้เป็นผืนป่าโล้นและแห้งแล้ง
ขอคืนผืนป่า
บัณฑูร ล่ำซ่ำ เสนอหลักการแก้ปัญหา คือ เริ่มจากการขอคืนผืนป่าจากชาวบ้านอย่างประนีประนอม ทั้งการใช้เจ้าหน้าของรัฐฯหรือกองทัพเข้าพูดคุยอธิบายปัญหาการลุกล้ำพื้นที่ป่าสงวน พร้อมกับร่วมกันหาทางออกหรือชดเชยค่าลงทุนการปลูกให้กับเกษตรกร ขั้นตอนต่อมาสร้างระบบน้ำเพื่อการเกษตรเพาะปลูกแบบเดิมแต่ในเนื้อที่น้อยลง หรือ ส่งเสริมอาชีพการเกษตรในรูปแบบอื่นๆอย่างยั่งยืน ควบคู่ไปกับการฟื้นฟูป่าต้นน้ำ
ทั้งนี้ช่วงการเปลี่ยนถ่ายแต่ละเฟสจึงมีความสำคัญมาก เนื่องจากชีวิตของเกษตรกรต้องดำเนินเพื่อให้มีกินมีใช้ในแต่ละวัน การสนับสนุนด้านเงิน , เทคโนโลยี , องค์ความรู้ , ส่งเสริมการตลาด , ประกันราคา เป็นต้น ดังนั้นภาคเอกชนหนึ่งในห่วงโซ่สำคัญของประเทศ ควรเข้ามาร่วมด้วยช่วยกันสนับสนุนโครงการนี้
โครงการนำร่องครั้งแรกนี้ บัณฑูร ล่ำซ่ำ ธนาคารกสิกรไทย เชิญ ศุภชัย เจียรวนนท์ กรรมการบริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ และกรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานคณะผู้บริหาร บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น ในฐานะภาคเอกชนผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเกษตรกร/ปศุสัตว์โดยตรงมาร่วมสนับสนุนและผลักดันโครงการนี้ให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยจะเข้ามาให้องค์ความรู้ การตลาด และช่วยให้ชาวบ้านได้มีทางเลือกในการประกอบอาชีพและดำรงชีพอยู่ได้ การขอคืนผืนป่าครั้งแรกนี้สามารถขอคืนผืนป่าจาก 4 หมู่บ้าน ต.เมืองจัง อ.ภูเพียง จังหวัดน่านได้จำนวน 300 ไร่ และถ้าหากประสบความสำเร็จได้รับความร่วมมือจากเอกชนอื่นๆ จะขยายขอคืนผืนป่าในเขตอื่นๆอีก …. ถึงเวลาที่เราร่วมมือกันแก้ปัญหาจากต้นเหตุหลักของการสูญเสียผืนป่า มิฉะนั้นแล้วเราคงจะไม่มี “น้ำ” ให้เราดำรงชีพ